การทำงานหนัก แบกยกของ ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์เท่ากับการออกกำลังอย่างจริงจังใน 1 สัปดาห์ เป็นเวลารวมกันไม่ต่ำกว่า 4 ชม. ช่วยป้องกัน ไม่ให้เป็นโรคความดันโลหิตสูงได้มากถึงร้อยละ 19
นักวิจัยรู้ผลของการเปรียบเทียบการออกกำลัง 2 ลักษณะ จากการทบทวนรายงานการศึกษาที่ได้ทำกันมา เกี่ยวพันกับผู้คนเกือบ 137,000 คน ทั้งยังได้พบว่า การทำงานแบบยกของหนักๆไม่ให้ประโยชน์มากเท่าใดเลย พอๆ กับผู้ที่ออกกำลังอย่างเล่นๆ หรือไม่ได้ทำอะไรเลย
ดร.มาร์ธา ดาวิกลัส ศาสตราจารย์วิชาแพทย์ มหาวิทยาลัยอิลินนอยส์ กล่าวว่า “มันแสดงให้เห็นว่า การทำงานหนักในการทำงานอาชีพ ไม่ได้ให้ประโยชน์ ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคความดันโลหิตสูงอะไรเลย เขาอธิบายว่า เพราะเมื่อคนเราทำงานมันจะเกิดความเครียด แต่ในยามที่เราออกกำลัง เราจะลืมหมดทุกอย่าง”
นักวิชาการได้พยายามระดมกำลังหาหนทางที่จะลดความเสี่ยงของการเป็นโรคความดันโลหิตสูงให้เหลือน้อยลง หลังจากที่มีการคาดหมายว่า จำนวนผู้ใหญ่ที่เป็นโรคนี้จะทะยานขึ้นสูงถึง 1.56 พันล้านคน ในปี พ.ศ.2568 หรือในอีก 12 ปีข้างหน้า
เดินกำจัดเครียด
ดร.อารอน มิเชลเฟลเดอร์ จากมหาวิทยาลัยโลโยลา สหรัฐอเมริกา เปิดเผยกลยุทธ์ขจัด "ความเครียด" ศัตรูตัวร้ายที่ใครๆ ก็พบเจอ ไม่พ้นแม้แต่เด็กๆ โดยเฉพาะวัยเริ่มโตเป็นหนุ่มเป็นสาว กับสารพัดเรื่องเครียด ทั้งการเรียน และความเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน ยิ่งเครียดก็ยิ่งเจอะเจอกับปัญหา เมื่อมีปัญหาก็เครียด และเสี่ยงเป็นสารพัดโรคร้ายในระบบสมอง
ผู้เชี่ยวชาญแนะว่า วิธีกำจัดความ เครียดที่ดีที่สุด คือ "เดิน" เดินในสวนสาธารณะ หรือสวนหย่อม เพราะนอกจากจะได้ปลดปล่อยความอึดอัดทางอารมณ์ไปกับความสดชื่นของต้นไม้ใบหญ้าแล้ว การเดินยังเป็นการออกกำลังกาย ทำให้ความดันโลหิต และการหลั่งฮอร์โมนเครียดลดลง ขณะที่ออกซิเจนในเลือดเพิ่มขึ้น เราจึงเบาตัว โล่งใจ และอารมณ์ดีขึ้น มาได้
ส่วนใครที่ไม่มีเวลา หรือไม่มีสวนใกล้บ้าน ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ลองปิดอุปกรณ์สื่อสารไฮเทค และเลิกจดจ่ออยู่กับเฟซบุ๊กสัก 1-2 ชั่วโมง รับรองหายเครียดเหมือนกัน
ปัสสาวะมีเลือด สัญญาณมะเร็งไต
จำนวนประชากรประเทศอังกฤษที่ตรวจพบมะเร็งที่ไตเพิ่มมากขึ้นถึง 1 ใน 3 ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตจากมะเร็งไตในอังกฤษเพิ่มขึ้นราว 7 เปอร์เซ็นต์ และมีผู้เสียชีวิตราว 3,500 คน เมื่อปี 2554
ดังนั้นหน่วยงานสาธารณสุขในอังกฤษจึงได้ริเริ่มโครงการกระตุ้นเตือนประชาชนให้ระมัดระวังตัวแต่เนิ่นๆ ด้วยการรณรงค์ให้ประชาชนไปพบแพทย์ทันทีที่พบว่ามีเลือดออกมาพร้อมกับปัสสาวะแม้จะพบเพียงครั้งเดียวก็ตาม
หน่วยงานสาธารณสุขอังกฤษ (พีเอชอี) เปิดเผยว่า จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการใช้ชีวิตที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ยกตัวอย่างเช่น การสูบบุหรี่ Bo
Ba
Sc
Fa
Fi
La
An
Co
Co รวมถึงโรคเบาหวานนั้นส่งผลให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งไตได้มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามหากมีการตรวจพบโรคก่อนตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงได้ โดยจากสถิติพบว่า เมื่อมะเร็งไตถูกตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เช่น ผู้ที่พบมะเร็งในช่วง 1 ปีแรกมีโอกาสรอดชีวิตสูงถึง 97 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับผู้ที่ตรวจพบมะเร็งล่าช้ากว่านั้นมีโอกาสรอดชีวิตลดลงเหลือเพียง 32 เปอร์เซ็นต์
นอกจากนี้ พีเอชอียังระบุอีกว่าการพบเลือดออกผสมกับปัสสาวะนั้นเป็นอาการที่ปรากฏในคนไข้มะเร็งกระเพาะปัสสาวะถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และพบในคนไข้มะเร็งไตส่วนใหญ่ ขณะที่ประชาชนทั่วไปที่มีความรู้เรื่องสัญญาณเตือนดังกล่าวมีเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น
ศาสตราจารย์เควิน เฟนตัน ผู้อำนวยการฝ่ายสุขภาพของพีเอชอี ระบุว่า ข้อความที่สื่อในการรณรงค์ดังกล่าวนั้นชัดเจน "เมื่อคุณพบเลือดในปัสสาวะ แม้จะครั้งเดียว ให้พบแพทย์ให้เร็วที่สุด" และว่า การพบเลือดอาจไม่ได้เป็นอะไรที่ร้ายแรง
แต่มันก็สามารถเป็นสัญญาณถึงบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการการรัษา ดังนั้น อย่าละเลยสัญญาณดังกล่าว
โรคเลือดออกในสมอง ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม
โรคเลือดออกในสมอง เป็นโรคที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน พบมากในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และผู้ชายมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้หญิงประมาณ 2-3 เท่า จากตัวเลขที่มีการศึกษากันในหลายประเทศพบว่า ในประชากร 1 แสนคน จะมีผู้ป่วยโรคเลือดออกในสมองประมาณ 10-20 รายต่อปี หมายถึง ในประเทศไทยจะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 6,000-12,000 รายต่อปีเลยทีเดียว เพราะเหตุใดและจะป้องกันโรคนี้ได้หรือไม่
รศ.นพ.ประจักษ์ ศรีรพีพัฒน์ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มีความรู้มาฝากเกี่ยวกับ โรคเลือดออกในสมอง จัดเป็นกลุ่มหนึ่งของโรคหลอดเลือดสมองร่วมกับโรคสมองขาดเลือด
สาเหตุหลักมาจากภาวะความเสื่อมของหลอดเลือดสมองจากอายุที่มากขึ้นร่วมกับโรคประจำตัว ที่สำคัญคือ โรคความดันโลหิตสูง
Se
Bi
Aq
Pa
Ea
EC
Li
Pi
Cr
Ma
Ga การสูบบุหรี่เป็นเวลานาน ภาวะแข็งตัวของเลือดบกพร่อง รวมถึงการใช้ยาป้องกันเลือดแข็งตัวบางชนิด แต่ในปัจจัยทั้งหลาย อายุที่มากขึ้นร่วมด้วยโรคความดันโลหิตสูงเป็นเวลานาน ยังคงเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคนี้
อาการของโรคเลือดออกในสมอง จะมีลักษณะสำคัญคือ เฉียบพลันและรุนแรง อาการเฉียบพลันที่สังเกตได้ เช่น
1. ปวดศีรษะรุนแรง เฉียบพลัน มักมีอาการร่วมคือ คลื่นไส้ อาเจียน ชัก หรือกระทั่งหมดสติ
2. อ่อนแรง อัมพาต หรือปากเบี้ยวเฉียบพลัน
3. ชาเฉียบพลัน
4. พูดลำบากพลัน
5. ตามัวมองไม่เห็นเฉียบพลัน
6. เสียการทรงตัว และบ้านหมุน วิงเวียนเฉียบพลัน
หากสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ตัวมีอาการข้างต้นให้พบแพทย์ด่วน เพราะก้อนเลือดในสมองอาจทำให้แรงดันในโพรงกะโหลกศีรษะสูง เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ผู้ป่วยจะซึมลงจนหมดสติ หรือก้อนเลือดกดเบียดบริเวณสำคัญ เช่น ก้านสมอง ทำให้อาการทรุดลงรวดเร็ว
นอกจากนี้ก้อนเลือดอาจทำลายเนื้อสมองที่สำคัญโดยตรง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการมากขึ้นได้ ดังนั้นการรักษาผู้ป่วยอย่างเร่งด่วนจึงเป็นสิ่งจำเป็น อาจต้องใช้การผ่าตัดเพื่อเอาก้อนเลือดออก หรือใช้ยาลดแรงดันในโพรงกะโหลกศีรษะ ลดสมองบวม ทั้งนี้ขึ้นกับขนาด ตำแหน่ง และความรุนแรงของโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่
โรคเลือดออกในสมอง ไม่มีวิธีการรักษาใดจะดีกว่าการป้องกัน กล่าวคือ เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ต้องระวังควบคุมรักษาโรคความดันโลหิตสูงให้เคร่งครัด ลดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น หยุดสูบบุหรี่ โรคนี้นับเป็นภัยเงียบที่ก่อให้เกิดอันตราย การมีความรู้ความเข้าใจจึงมีความสำคัญ
No comments:
Post a Comment